Search

+

สาระน่ารู้

เส้นทางการศึกษา การรับสมัครและสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร

เส้นทางการศึกษา  การรับสมัครและสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร

โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นผู้รับสมัครและสอบคัดเลือกบุคคลพลเรือนเพื่อเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร จากนั้นจึงส่งมาเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร เป็นเวลา ๓ ปี เมื่อจบการศึกษา โรงเรียนเตรียมทหารจะส่งตัวนักเรียนให้แก่โรงเรียนของเหล่าทัพและโรงเรียนนายร้อยตำรวจตามเหล่าที่นักเรียนสอบคัดเลือกไว้แต่ต้น…

การเข้าศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร

ประวัติความเป็นมา

โรงเรียนเตรียมทหาร  เป็นสถาบันการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสถาบันวิชาการป้องกันประเทศ กองบัญชาการกองทัพไทย และเป็นสถาบันเดียวในประเทศไทยที่เป็นศูนย์รวมเบื้องต้นของผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

กระทรวงกลาโหม ได้จัดตั้งโรงเรียนเตรียมทหารขึ้นเมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๑ ด้วยการรวมโรงเรียนเตรียมนายร้อย โรงเรียนเตรียมนายเรือ และโรงเรียนเตรียมนายเรืออากาศ เข้าด้วยกัน และในปี พ.ศ.๒๕๐๖ กรมตำรวจ (ในสมัยนั้น) ให้โรงเรียนเตรียมทหารเตรียมนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนนายร้อยตำรวจอีกด้วย โรงเรียนเตรียมทหารจึงเป็นศูนย์รวมของผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเหล่าทัพ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ตั้งแต่นั้นมา จุดมุ่งหมายในการจัดตั้งโรงเรียนเตรียมทหารขึ้นเพื่อให้นายทหาร-นายตำรวจ ได้มีโอกาสรับการศึกษาอบรมและการฝึกในเบื้องต้นร่วมกันเพื่อให้มีความรู้จักคุ้นเคย สามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีความคิดจิตใจร่วมกันแต่เยาว์วัย ซึ่งจะส่งผลให้แต่ละเหล่าทัพ และกรมตำรวจ (สำนักงานตำรวจแห่งชาติ) สามารถประสานงานกันได้ด้วยดีและปฏิบัติงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ในระยะแรกที่กำลังรอการก่อสร้าง โรงเรียนเตรียมทหารได้อาศัยอยู่ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ถนนราชดำเนิน กรุงเทพฯ เป็นการชั่วคราวและได้ย้ายมาอยู่ ณ ที่ตั้งถนนพระราม ๔ แขวงลุมพีนี            เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔ และเมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ได้ย้ายเข้าที่ตั้ง ณ ตำบลศรีกระอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก จนถึงปัจจุบัน

กรมเสนาธิการกลาโหม ได้ออกประกาศกำหนดชื่อโรงเรียนเตรียมทหารเป็นภาษาอังกฤษลงวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๐๑ ว่า Armed Forces Academies Preparatory School  มีคำย่อว่า AFAPS

นักเรียนเตรียมทหาร ใช้คำย่อว่า นตท. กำหนดเป็นภาษาอังกฤษว่า Pre-Cadet

ภารกิจ 

โรงเรียนเตรียมทหารมีหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาและให้การศึกษาอบรมนักเรียนเตรียมทหาร ในด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษพิสัย กับวิชาทหาร-ตำรวจ เพื่อให้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติและทัศนคติพื้นฐาน พร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีความก้าวหน้า ทั้งในด้านความรู้ อุปนิสัย และคุณสมบัติของผู้นำหน่วย มีผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

เครื่องหมายของโรงเรียนเตรียมทหาร

เครื่องหมายของโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นรูปคบเพลิง-จักร-ดาว รองรับด้วยช่อชัยพฤกษ์ ซึ่งแต่ละสิ่งมีความหมายดังนี้

คบเพลิง หมายถึง การศึกษา และความรุ่งโรจน์

ดาวห้าแฉก หมายถึง เครื่องหมายยศนายพลแห่งกองทัพอากาศ

จักรเวียนซ้าย หมายถึง เครื่องหมายยศของนายพลแห่งกองทัพเรือ

ช่อชัยพฤกษ์ หมายถึง เครื่องหมายยศนายพลแห่งกองทัพบกและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สีประจำโรงเรียนเตรียมทหาร คือ สี่จตุรงค์ มี ๔ สี

สีแดง                   หมายถึง   ทหารบก

สีน้ำเงิน               หมายถึง   ทหารเรือ

สีฟ้า                    หมายถึง   ทหารอากาศ

สีเลือดหมู            หมายถึง   ตำรวจ

หลักสูตรโรงเรียนเตรียมทหาร

หลักสูตรของโรงเรียนเตรียมทหารเป็นหลักสูตรเฉพาะทางเทียบเท่าหลักสูตรการศึกษาขึ้นพื้นฐานในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ – ๖ ในช่วงชั้นที่ ๔ ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโรงเรียนเตรียมทหารได้สร้างและพัฒนาหลักสูตรเป็นของสถาบันเองปัจุจบันใช้หลักสูตรโรงเรียนเตรียมทหาร พ.ศ. ๒๕๔๖

หลักการของหลักสูตรโรงเรียนเตรียมทหาร

๑.เป็นหลักสูตรที่จัดให้นักเรียนเตรียมทหาร ศึกษาในช่วงชั้นที่ ๔ ตามหลักสูตรขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ โดยศึกษา ๓ ชั้นปี เน้นการศึกษาเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะในกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  (วิศวกรรมศาสตร์) สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (รัฐประศาสนศาสตร์)

๒. เป็นหลักสูตรที่มุ่งปลูกฝังความเป็นผู้นำของทหาร-ตำรวจ ตลอดจนส่งเสริมสมรรถภาพ พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรมและความสามัคคี โดยเน้นการประพฤติปฏิบัติเป็นสำคัญ

๓.เป็นการศึกษาที่สนองต่อการศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า  โรงเรียนนายเรือ  โรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจ

๔.เป็นการศึกษาที่ส่งเสริมการนำกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตท้องถิ่นและประเทศชาติ

จุดมุ่งหมายของหลักสูตรโรงเรียนเตรียมทหาร

การศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหาร เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานตามแนวนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศ เป็นการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มุ่งเน้นความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล ให้ผู้เรียนพัฒนาคุณภาพชีวิต และให้สามารถทำประโยชน์ให้กับสังคม ตามบทบาทและหน้าที่ของตนในฐานะพลเมืองดี ตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยให้นักเรียนเตรียมทหารได้พัฒนาเชาว์ปัญญา มีความรู้ และทักษะอันจำเป็นต่อการประกอบอาชีพทหาร-ตำรวจ ร่วมพัฒนาสังคมด้วยแนวทางใหม่ๆ และบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม

 

 

โรงเรียนกวดวิชาเพื่อเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร และนายร้อย ๔ เหล่า บ้านเตรียมทหาร

ในปัจจุบันการสอบเข้าแข่งขันสถาบันที่มีชื่อเสียงต่างๆ นั้น มีอัตราการแข่งขันที่สูงและเข้มข้นขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นการสอบเข้ามัธยมศึกษาปีที่ ๔ ตามสถาบัน หรือ ตามโรงเรียนที่มีชื่อเสียงต่างๆ รวมถึงการสอบเอ็นทรานส์ แต่ก็ยังมีอีกสถาบันหนึ่งที่มีอัตราการแข่งขันที่สูงขึ้นทุกปี จนมีอัตราการรับจำนวนนักเรียนกับจำนวนผู้สมัครในปัจจุบันนี้ถึง  1/200 – 1/300 คน หมายถึง ในจำนวนนักเรียน 200 – 300 คน ที่มาสมัครสอบ จะมีเพียง 1 เดียว เท่านั้น ที่จะเข้ามายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ ซึ่งจำนวนนักเรียนที่สมัครสอบในแต่ละปี มีจำนวนมาก ประมาณ 20,000–30,000 คน แต่รับจำนวนจำกัดเพียง 100 – 200 คน เท่านั้น

การเข้าสอบแข่งขันของสถาบัน นั้นคือ “ การสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร “

โรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางแห่งเกียรติยศและเกียรติศักดิ์   จึงนับว่าเป็นก้าวที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงชีวิต เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตนักเรียนนายร้อย ชีวิตนายทหารสัญญาบัตร และเป็นผู้นำเหล่าทัพต่อไปในอนาคต

แต่ทว่าในการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร จำเป็นจะต้องมีการเตรียมตัวและการเตรียมพร้อมอย่างดี ทั้งทางด้านวิชาการ และทางด้านร่างกาย การกวดวิชาเข้าเตรียมทหารจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งในการเตรียมตัวและเตรียมพร้อมให้กับนักเรียน เพื่อไปสอบแข่งขันกับนักเรียนจำนวนมากที่มีความตั้งใจที่จะเข้ามาสู่เส้นทางแห่งเกียรติยศแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

ทางโรงเรียนฯ ต้องการให้นักเรียนได้ทำในสิ่งที่ตนเองตั้งใจไว้ รวมถึงให้ความสำคัญกับความฝัน ความมุ่งมั่น ความพยายามของนักเรียน  ทางเราจึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยดูแล ส่งเสริม ผลักดัน นักเรียนทั้งทางด้านวิชาการและทางด้านร่างกาย, ลักษณะนิสัย, ความรับผิดชอบ เพื่อให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้นและสามารถเดินทางตามความฝันและไขว้คว้าความฝันนั้นมาได้สำเร็จสมดังที่นักเรียนและผู้ปกครองตั้งใจไว้

เพราะฉะนั้นเพื่อให้การเรียนการสอนได้ผลดีที่สุด และนักเรียนได้รับผลประโยชน์สูงสุด ทางสถาบันจึงมีนโยบาย ปรับจำนวนของนักเรียนลง เพื่อให้มีความพอเหมาะพอดี ไม่แออัดจนเกินไป ทำให้การดูแลและการเข้าถึงนักเรียนเป็นไปได้ง่ายขึ้น (ประมาณ 30 คน/ห้อง เท่านั้น)

อาจารย์สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ นักเรียนได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง ซึ่งอาจารย์ของทางสถาบันเป็นอาจารย์ที่ได้คัดเลือกมาแล้วว่ามีความรู้ความสามารถทั้งด้านศาสตร์และศิลป์ ในการถ่ายทอดความรู้เป็นอย่างดี ซึ่งอาจารย์นายทหารทุกคน ล้วนแต่จบจากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนเหล่าทัพ ท่านผู้ปกครองและนักเรียนสามารถดูประวัติของอาจารย์แต่ละท่านได้ในรายละเอียดต่อไป

ขอให้นักเรียนและท่านผู้ปกครองโปรดไว้วางใจเรา ทางสถาบันจะขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยนักเรียนให้สามารถเดินตามความฝันที่นักเรียนตั้งใจไว้ให้ได้ เพื่อที่นักเรียนทุกคนจะได้คว้าดาวมาติดบนบ่าและก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งเกียรติศักดิ์และเกียรติยศแห่งนี้  ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อตัวนักเรียนเอง เพื่อคุณพ่อคุณแม่ เพื่อครอบครัว  เพื่อคนที่เรารักและรักเรา เพราะฉะนั้น

“ เราจะร่วมกันสร้างความฝันของนักเรียนให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้”

การเตรียมตัวในการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร

การเตรียมตัวสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารนั้น ต้องมีการเตรียมตัวหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ด้านร่างกาย ด้านสุขภาพ บุคลิกลักษณะท่าทาง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเตรียมตัวเป็นปีโดยเฉพาะทางด้านวิชาการและด้านร่างกาย

ในบทความนี้เราจะมาเริ่มจากการเตรียมตัวทางด้านวิชาการก่อน ซึ่งนับว่าเป็นด่านหินด่านแรกกันเลยครับ

การเตรียมตัวทางด้านวิชาการในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร

การเตรียมตัวทางด้านวิชาการจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการเตรียมตัวนานพอสมควรเพราะต้องใช้ความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นทั้งหมดและอาจต้องใช้ความรู้ระดับ ม.4 บางส่วนด้วยและวิชาที่ใช้ในการสอบคัดเลือกนั้นก็มีทั้งหมด 5 วิชาด้วยกันนั่นคือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ อังกฤษ ภาษาไทย และสังคม

ถ้าเราเริ่มเตรียมตัวตอน ม.3 เราก็จะมีเวลาเตรียมตัวประมาณ 10 เดือนก่อนสอบ ซึ่งเราจะต้องรวบรวมความรู้ทั้งหมดตั้งแต่ ม.1 – ม.3 และ ม.4 บางส่วน พิจารณาดูแล้วอาจเป็นเรื่องยากลำบากและคิดว่าจะทันไหม? เห็นทีคงจะยากเพราะไม่ใช่แค่เราต้องเรียนเนื้อหาระดับ ม.1-ม. 3 ภายในเดือนเดียวหรือแค่สอง-สาม เดือน (ไม่ทันแน่นอนครับเนื้อหาเยอะมาก เพราะไม่ใช่แค่เนื้อหาวิชาเดียว) แถมเรายังมีคู่แข่งที่เตรียมตัวมาตลอดทั้งปี และอาจรวมถึงพี่ๆ ม.4 หรือ ม.5 ที่อายุยังไม่เกินเกณฑ์มาสอบแข่งขันอีกด้วย เพียงเท่านี้ น้องๆก็คงจะพอเห็นถึงความสำคัญในการเตรียมตัวในการสอบตั้งแต่เนิ่นๆแล้วใช่ไหมครับ

    สำหรับข้อแนะนำและสิ่งที่ควรทำในการเตรียมตัวสอบ นั่นคือ น้องๆ จะต้องอ่านหนังสือทุกวัน อย่างน้อยควรอ่านวันละ 3 ชม. จัดตารางการอ่านหนังสือให้ดี รู้จักการแบ่งเวลาให้ถูก รู้จักหน้าที่ตัวเอง สิ่งไหนที่ไม่สำคัญและไม่จำเป็นก็ต้องตัดออกไป จะต้องจำไว้เสมอว่ายิ่งถ้าเราเตรียมตัวมากเท่าใดก็จะยิ่งมีโอกาสสอบติดภาควิชาการมากเท่านั้น  เวลาท้อเวลาเหนื่อยหรือขี้เกียจก็ให้คิดถึงอนาคตของเรา นึกถึงคนที่เรารักและรักเราให้มากๆ ก็จะทำให้เรามีแรง มีกำลังใจเพิ่มขึ้นได้

แต่สำหรับน้องๆที่พยายามด้วยตัวเองแล้ว และยังรู้สึกว่าตัวเองมีความรู้ไม่แน่นพอ ไม่รู้ว่าจะต้องอ่านหนังสืออย่างไรให้ตรงจุด ไม่มีวินัยในการควบคุมตนเองให้อ่านหนังสือได้ทุกวัน หรือมีเวลาในการเตรียมตัวอย่างจำกัด  การกวดวิชากับสถาบันที่ดูแลและเอาใจใส่ก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่จะทำให้การเตรียมตัวนั้นมีประสิทธิภาพ และมีความรู้ที่จะนำไปสอบครอบคลุมกับเนื้อหาที่ใช้ในการสอบมากขึ้น ช่วยให้เราประหยัดเวลาในการอ่านหนังสือแบบไม่มีทิศทาง และถ้าหากมีการเตรียมตัวตั้งแต่ ม.2 ก็จะยิ่งเป็นการดีเพราะจะได้มีความพร้อมสำหรับเนื้อหาที่จะสอบทั้งหมด และยังทำให้การเรียนในชั้น ม.3 และการสอบเข้าเตรียมทหารนั้นเป็นเรื่องง่ายขึ้นอีกด้วย

คราวนี้ เราลองมาดูเรื่องคะแนนสอบภาควิชาการในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารกันบ้างนะครับ    คะแนนสอบภาควิชาการในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร

คะแนนสอบภาควิชาการ คะแนนเต็ม คือ 700 คะแนน แบ่งออกเป็น คณิตศาสตร์ 220 คะแนน, วิทยาศาสตร์ 220 คะแนน, อังกฤษ 150 คะแนน, ภาษาไทยและสังคม  110  คะแนน (อ้างอิงจาก นายร้อย จปร.)

น้องๆ จะเห็นว่าวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คะแนนสอบจะสูงมากเพราะฉะนั้นเราควรจะเน้นสองวิชาเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิชาอื่นไม่สำคัญนะครับ เพราะวิชาการอื่นนั้นก็อาจเป็นคะแนนช่วยให้ได้คะแนนสอบมากขึ้นหรืออาจเป็นตัวฉุดทำให้คะแนนสอบน้อยลงก็ได้นะครับเพราะฉะนั้นเราควรเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับทุกๆวิชา ที่ใช้ในการสอบนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราถนัดวิชา คณิต และวิทย์ แต่เราอ่อนอังกฤษ ภาษาไทย สังคม  เราก็อาจสอบไม่ผ่านได้ เพราะวิชาที่เราไม่ถนัดจะเป็นตัวฉุดวิชาที่เราถนัด แต่ถ้าเรา พยายามทำคะแนนแต่ละวิชาให้ผ่านเกณฑ์ 60% ทุกวิชา เพียงเท่านี้น้องๆ ก็อาจจะมีโอกาสสอบผ่านได้เช่นกัน

ดังนั้นจะเป็นการดียิ่งกว่า ถ้าเราถนัดวิชา คณิต,วิทย์ และให้ความสำคัญกับวิชาอื่นควบคู่ไปด้วย ไม่เพียงเราจะสอบผ่านภาควิชาการเท่านั้น เราอาจสอบได้ลำดับที่ดีๆ ก็ได้ ซึ่งเรื่องลำดับที่ในการสอบภาค

วิชาการก็มีความหมายนะครับ เพราะในการสอบคัดเลือก จะมีการนำคะแนนภาควิชาการไปรวมกับคะแนนสอบพละเพื่อจัดลำดับใหม่ตอนประกาศผลสอบรอบสองนั่นเอง

สุดท้ายนี้ขอย้ำและหวังว่าน้องๆ ทุกคนจะเริ่มต้น และตื่นตัวในการเตรียมตัวสอบ เราควรเตรียมตัวในขณะที่ยังมีเวลา ไม่ใช่มาเตรียมตัวในขณะที่เวลากระชั้นชิด ซึ่งบางทีมันอาจจะช้าหรือสายเกินไป และจะมานั่งเสียใจทีหลัง คิดว่ารู้แบบนี้ทำตั้งแต่เริ่มต้นดีกว่า รู้แบบนี้ทำแบบนั้นดีกว่า เพราะความคิดเหล่านั้นเป็นความคิดของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ตัวเองคิดไว้นะครับ

“ เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” จำไว้นะครับ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่นครับ ขอให้น้องทุกคนที่มีความตั้งใจและรู้จักเตรียมตัว เตรียมพร้อม เพื่อการประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจให้ได้ครับ      ป.ล. อ่านหนังสือหนักแล้วอย่าลืมระวังเรื่องรักษาสายตาด้วยนะครับ น้องๆควรอ่านในที่ที่มีแสงไฟเหมาะสมและพอเพียงด้วย แล้วไว้เจอกันคราวหน้าสำหรับการเตรียมพร้อมทางด้านร่างกายครับ

การเตรียมตัวทางด้านร่างกายในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร

สวัสดีครับน้องๆ ทุกคน พี่เรืออากาศเอกภูเบศ   โรจนกุล  ครั้งที่แล้ว พี่ได้แนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารในด้านวิชาการไปแล้ว  แต่เราจะเตรียมตัวเฉพาะด้านวิชาการอย่างเดียวไม่พอนะครับเพราะถ้าเราสอบติดภาควิชาการแล้ว เราต้องไปสอบรอบสองต่อ นั่นก็คือ การสอบพละ การตรวจร่างกาย การสัมภาษณ์ และถ้าหากเราเตรียมตัวมาไม่ดีพอ เราก็อาจมีโอกาสพลาดในการรอบสองนี้ได้ เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องเตรียมตัวในด้านร่างกายควบคู่ไปกับการเตรียมทางด้านวิชาไปด้วยนะครับ                 สำหรับวันนี้พี่ก็จะมาแนะนำน้องๆ ในด้านการเตรียมตัวทางด้านร่างกายกันนะครับ

การเตรียมตัวทางด้านร่างกายในการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร

           การเตรียมทางด้านร่างกายนั้น น้องๆบางคนอาจมองไม่เห็นถึงความสำคัญ แต่จริงๆ แล้วการเตรียมทางด้านร่างกายก็มีความสำคัญพอๆ กับการเตรียมตัวทางด้านวิชานั้นแหละครับ เพราะถ้าหากน้องสอบผ่านภาควิชาการได้ น้องก็ต้องไปสอบต่อในรอบสอง ซึ่งระยะเวลาหลังจากทราบผลการสอบภาควิชาการ น้องๆก็จะมีเวลาอีกประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนสอบรอบสอง ซึ่งถ้าน้องๆ คิดจะเตรียมตัวร่างกายในตอนนั้น พี่บอกน้องๆ เลยว่าไม่ทันแน่นอนครับ และอาจต้องเสียเวลาสอบอีกหนึ่งปี หรือหมดโอกาสสอบอีกเลยสำหรับคนที่สิทธิ์ในการสอบปีสุดท้าย

เพราะฉะนั้นเราควรจะเตรียมตัวตั้งแต่เริ่มต้น และเตรียมตัวควบคู่ไปกับทางด้านวิชาการ สิ่งแรกที่เราควรเตรียมตัวนั้นคือ สุขภาพร่างกายของเรา เริ่มจากสายตาก่อน น้องๆ ควรไปตรวจสายตาก่อนนะครับ เพราะถ้าสายตาสั้นหรือยาว น้องๆ ก็ควรรีบไปดำเนินการรักษาให้เรียบร้อย อาจทำเลสิค หรือ PRK แต่ พี่ไม่แนะนำเรื่องการกดตานะครับ เพราะมันอาจได้ผลไม่แน่นอน หรือไม่ได้ผลเลยครับ อีกอย่างค่ารักษาในการ กดตา ก็พอๆ กับการทำเลสิค หรือ PRK พี่แนะนำให้น้องๆ ทำเลสิค หรือ PRK ไปเลยดีกว่าครับ แน่นอนกว่า แต่ถ้าตาบอดสี ก็คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ น้องๆ อาจต้องเปลี่ยนทิศทางการเรียนใหม่ครับ แต่สำหรับคนที่สายตาปกติก็พยายามอย่าทำให้สายตาสั้นนะครับ คอมพิวเตอร์งดๆเล่นบ้าง อ่านหนังสือก็อ่านในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ อย่าพยายามใช้สายตามาก บางทีเล่นโทรศัพท์มากๆ ก็อาจจะมีผลต่อสายตาด้วยนะครับ

ต่อไปก็คงจะเป็นพวกข้อต่อ ต่างๆของร่างกายครับ โดยเฉพาะข้อเข่า อย่าพยายามไปเล่นอะไรที่เสี่ยงหรือมีผลกระทบข้อต่อต่างๆ มากนะครับ  แค่เราเล่นกีฬาตามปกติ หรือออกกำลังกายตามปกติเท่านี้ก็ถือเป็นการเตรียมตัวทางด้านร่างกายไปในตัวแล้วครับ

ทางด้านสุขภาพช่องปากนะครับ ถ้าฟันผุหรือมีปัญหาก็รีบดำเนินการรักษาให้เรียบร้อยนะครับ ตอนที่พี่สอบนะครับ คุณแม่พี่พาไปอุดทั้งปากเลยครับป้องกันไว้ก่อน

ส่วนทางด้านสุขภาพด้านอื่นๆ ถ้าหากน้องๆ มีเวลาก็อาจจะชักชวนคุณพ่อคุณแม่ไปตรวจร่างกายไว้ก่อนก็เป็นการดีนะครับ เพราะถ้าเราสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่มีปัญหาอะไร เราจะได้เตรียมตัวทางด้านวิชาการและเตรียมตัวทางด้านร่างกายได้เต็มที่ ไม่ต้องมากังวลใจเรื่องนี้อีกต่อไปไงครับ

สำหรับการเตรียมตัวทางด้านพละ ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า การทดสอบพละมีทดสอบอะไรบ้าง เกณฑ์การผ่านเป็นอย่างไร  จะได้เตรียมตัวได้ถูกทาง เวลาทดสอบจะได้คะแนนสอบเยอะๆ

อย่าลืมนะครับ เขาเอาคะแนนทดสอบพละและคะแนนสอบภาควิชามารวมกันแล้วจัดลำดับใหม่ ใครที่ได้คะแนนสอบภาควิชาการน้อย ก็ควรทำคะแนนสอบพละให้เยอะๆ ไว้นะครับจะได้มีโอกาสสอบผ่าน

การสอบพละมีทั้งหมด 8 สถานีสอบดังนี้

  1. ดึงข้อราวเดี่ยว
  2. ลุกนั่ง 30 วินาที
  3. นั่งงอตัว
  4. ยืนกระโดดไกล
  5. วิ่งเก็บของ หรือ วิ่งกลับตัว
  6. วิ่งระยะสั้น 50 เมตร
  7. วิ่งระยะไกล 1,000 เมตร
  8. ว่ายน้ำ 50 เมตร

 

สำหรับสถานีที่สำคัญและห้ามทดสอบไม่ผ่านคือ วิ่งระยะไกล 1,000 เมตร และ ว่ายน้ำ 50 เมตร   เพราะถ้าทดสอบไม่ผ่าน  สองสถานีนี้ สถานีใดสถานีหนึ่ง ถือว่าทดสอบพละไม่ผ่าน  แต่สถานีที่ถือว่าเป็นยาขมของน้องๆ หลายคนเห็นจะเป็นสถานีดึงข้อราวเดี่ยวนะครับ  (แนะนำนะครับ ยืดพื้นเช้า 50 ครั้ง เย็น 50  ครั้ง   ซิทอัพ  เช้า 50 ครั้ง  เย็น 50  ครั้ง  ดึงขึ้นแน่นอนครับ แต่ต้องทำทุกวันนะครับ )

น้องๆ คงทราบกันแล้วว่าเราต้องทดสอบพละทั้งหมด 8 สถานีด้วยกัน ถ้าน้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ มีเวลาว่างๆ ก็มา ยืดพื้น ลุกนั่ง  ดึงข้อ  ออกกำลัง วิ่ง ว่ายน้ำ อย่างสม่ำเสมอ น้องๆ ก็คงผ่านการทดสอบพละอย่างสบายๆ และได้คะแนนเยอะด้วยนะครับ

ต่อไปก็ คงเป็นการเตรียมตัวทางด้านสัมภาษณ์นะครับ การสอบสัมภาษณ์นั้น จะเป็นการพิจารณารูปร่าง ลักษณะท่าทางความสมบูรณ์ ความองอาจว่องไวและปฎิภาณไหวพริบ ตลอดจนคุณลักษณะความเหมาะสมที่จะเป็นนายทหาร-นายตำรวจ ชั้นสัญญาบัตร  พี่ขอแนะนำน้องในเรื่องการลุก เดิน นั่ง ลักษณะท่าทางต่างๆ ให้ดูมีความองอาจ สง่างาม แบบทหาร ความกระฉับกระเฉง ว่องไว การพูดจาเสียงดังฟังชัด ชัดถ้อยชัดคำ การตอบคำถาม ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเหล่าทัพ และเตรียมทหาร การเตรียมตัวทางด้านนี้คงไม่ลำบากเท่าไร ถ้าน้องๆ มีการเตรียมตัวที่ดีมาก็คงผ่านได้สบายครับ

สุดท้ายนี้พี่ ก็ขอฝากให้น้องๆ ทุกคนเตรียมตัวทางด้านร่างกายให้ดี โดยเฉพาะด้านสุขภาพและควรการออกกำลังกายฝึกฝนตนเองตามแต่ละสถานีที่ทดสอบพละ อย่างสม่ำเสมอ พยายามทำไปวันละนิด

วันละหน่อย  ค่อยๆสะสมไป อย่างมาเร่งเริ่มหักโหมทีหลังมันจะไม่ทัน จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีนะครับ

 

โรงเรียนกวดวิชาบ้านเตรียมทหาร

โรงเรียนกวดวิชาบ้านเตรียมทหารเป็นโรงเรียนกวดวิชาเฉพาะทางสำหรับนักเรียนที่มีความสนใจจะสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ซึ่งทางโรงเรียนได้จัดทำหลักสูตรในการเรียนการสอนโดยจะเน้นเนื้อหาวิชาการที่ต้องใช้ในการสอบเป็นหลัก ซึ่งวิชาที่เปิดสอนคือ คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และสังคม  การเรียนการสอนจะเป็นการสรุปเนื้อหาโดยรวมทั้งหมดของชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพราะทางโรงเรียนเตรียมทหารจะเปิดรับสมัครสำหรับนักเรียนที่จบชั้น ม.๓ หรือเทียบเท่าชั้น ม.๓  ซึ่งนอกจากจะสอนในส่วนที่เป็นวิชาการแล้วยังมีการฝึกภาคพลศึกษา รวมถึงการการอบรมให้นักเรียนรู้จักแบบธรรมเนียมทหารที่ควรทราบอีกด้วย

 สำหรับหลักสูตรที่โรงเรียนกวดวิชาบ้านเตรียมทหารเปิดนั้นมีดังนี้

  • หลักสูตรนักเรียนประจำตลอดทั้งปี
  • หลักสูตรเทอมต้น ช่วงวันธรรมดา
  • หลักสูตรเทอมต้น ช่วงเสาร์และอาทิตย์
  • หลักสูตรเทอมปลาย ช่วงวันธรรมดา
  • หลักสูตรเทอมปลาย ช่วงเสาร์และอาทิตย์
  • หลักสูตรติวเข้มปิดเทอม ตุลาคม
  • หลักสูตรติวเข้มปิดเทอม มีนาคม
  • หลักสูตรปูพื้นฐาน summer
  • หลักสูตร DROP ตลอดทั้งปี

ซึ่งทุกหลักสูตรนั้นจะมีความเกี่ยวเนื่องในส่วนที่เป็นเนื้อหาวิชาทั้งหมด และทุกหลักสูตรทางโรงเรียนฯ จะจำกัดปริมาณของนักเรียน เพียงแค่ 30 คน/ห้อง เท่านั้น และเปิดเพียงแค่ ๒ ห้องเ เพื่อให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับคณาจารย์ที่มาสอนและถ่ายทอดความรู้นั้นเป็นอาจารย์ที่จบจากโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนนายร้อยโดยตรงแทบทั้งหมด และแต่ละท่านนั้นล้วนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ใน ระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยจะรับผิดชอบสอนในวิชา คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ  ส่วนวิชาภาษาไทยและสังคม เป็นอาจารย์พิเศษที่มีความเชี่ยวชาญในการสอนและจบเฉพาะทางมาโดยตรง